สหรัฐ และอิสราเอล กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติ

คอลัม:
อบู อุบัยยฺ นาแซ

แผ่นดินไหวที่เฮติ แหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐ-ยิว

ลายๆ คนคงได้ติดตามข่าวการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศเฮติซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิต อย่างเป็นทางการตอนนี้อยู่ที่ 120,000 คน ไม่รู้ว่าขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะถึง 2 แสนคนตามที่มีการคาดการกันไว้หรือไม่? ภาพผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ไม่มีบ้านจะอยู่ ภาพการแย่งอาหาร ภาพการปล้นสะดม ซากปรักหักพังของบ้านเรือน ภาพสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลาย เหล่านี้ผู้อ่านคงได้เห็นตามสื่อต่างๆมากมายนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ

สิ่งที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่เป็นเหตุการณ์ที่สื่อไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะถูกครอบงำ เพราะกลัว เพราะต้องการปกป้องพวกเดียวกันหรือเพราะอะไรก็ตาม แต่เหตุการณ์เหล่านี้ควรได้รับการเปิดเผย เหตุการณ์แรกคือ เหตุการณ์ฝรั่งเศสได้กล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าเข้ามายึดครองเฮติ เนื่องจากภายหลังแผ่นดินไหวไม่กี่วัน สหรัฐก็ได้ส่งทหารเข้าไปควบคุมสนามบินนานาชาติในกรุงปอโตแปรงส์เพื่อให้ เครื่องบินขนทหารและเครื่องบินรบของอเมริกาได้ลงจอดเพื่อนำทหารหลายหมื่นคน พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาในเมืองหลวง แม้แต่สหประชาชาติก็ได้วิจารณ์การกระทำดังกล่าวของสหรัฐโดยกล่าวว่า กองทัพสหรัฐเป็นอุปสรรคต่อความช่วยเหลือของนานาชาติ เนื่องจากได้ใช้สนามบินที่มีอยู่แห่งเดียวในการขนอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร (คงจะไปรบกับเหยื่อแผ่นดินไหวที่ไม่มีอาหารจะกิน)

เหตุการณ์ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะความคิดในการยึดครอง ควบคุม ใช้ประโยชน์จากประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในมันสมองและเป็นนโยบายของ บรรดาผู้ปกครองสหรัฐอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวว่าประเทศอื่นนั้นจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเพียงใดก็ตาม ถ้าหากความความเจ็บปวดของประเทศอื่นแล้วมีประโยชน์ต่อตนเอง สหรัฐยินดีและพร้อมเสมอและไม่ลังเลในการเข้าไปควบคุมยึดครอง ดังที่เราได้เห็นแล้วในอาเจห์ตอนที่ถูกคลื่นซือนามิถล่ม หรือการยึดครองอิรัก และอัฟกานิสถานที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วหลายแสนคน (ลืมบอกว่าเฮติอยู่ห่างจากคิวบาศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐเพียงแค่ 90 กิโลเมตร)

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นคือ องค์กรศาสนาคริสต์ของสหรัฐหลายแห่งได้ส่งนักเผยแพร่ศาสนาและไบเบิลดิจิตอล เข้าไปในเฮติ โดยอ้างว่าอาหารจิตใจต้องมาก่อนอาหารร่างกาย (ในเฮติส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์แต่มีบางส่วนที่นับถือลัทธิวูดูและ มีมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ หนึ่ง – สองหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำที่มีบรรพบุรุษของทาสที่เสปนและฝรั่งเศสนำเข้ามา และมีบางส่วนเป็นอาหรับที่อพยพมาจากโมร็อคโค ซึ่งมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง) นอกจากนี้ยังมีข่าวทางการของเฮติได้จับกุมชาวสหรัฐด้วยข้อหาลักพาตัวเด็กชาว เฮติอายุตั้งแต่ 2 เดือนถึง 12 ขวบ หลายสิบคน โดยพยายามนำเด็กเหล่านั้นออกนอกประเทศทางชายแดนประเทศโดมินิกันเพื่อส่งต่อ ไปยังสหรัฐ

เหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากภัยพิบัติและ ความอดอยากของคน เพื่อใช้ในการยึดครองบังคับจิตใจในเรื่องศาสนา ซึ่งถ้าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรอิสลามแล้ว รับรองได้เลยว่าต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกกล่าวหาว่าฉวยโอกาสเผยแพร่ลัทธิ การก่อการร้ายอย่างแน่นอน

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในเฮติ คือ ได้มีนักสังคมสงเคราะห์ชาวสหรัฐที่เข้าไปทำงานช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวใน เฮติได้เปิดเผยว่า ทหารอิสราเอลที่ถูกส่งไปช่วยเหลือชาวเฮติได้ทำการขโมยอวัยวะร่างกายของ เหยื่อแผ่นดินไหวและลักลอบส่งกลับประเทศ เขาได้กล่าวว่า มีอยู่เสมอๆคนที่มักจะใช้ประโยชน์จากความทุกข์ยากของคนอื่น และอิสราเอลก็เป็นหนึ่งในนั้น เขากล่าวต่อว่า เรื่องทำนองนี้เราเคยเห็นมาก่อนที่แอฟริกาใต้และในปาเลสไตน์ (ทั้งนี้มีรายงานว่าทางการสหรัฐในรัฐนิวเจอร์ซี่ได้จับกุมนักบวชยิวหรือแร บไบด้วยข้อหาค้าอวัยวะมนุษย์จำนวนมาก)

เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งผลงานของสหรัฐและยิวที่กระทำย่ำยีกับ มนุษย์ด้วยกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าในทุกๆวิกฤติ ทุกๆปัญหา ทุกๆความเจ็บปวดของคนอื่นบนโลกใบนี้ย่อมเป็นโอกาศของพ่อลูกคู่นี้เสมอ

เฮติวิปโยค สัญญาณโลกดับ !

คอลัม:
จอกอ
แผ่นดินไหวที่เฮติ

7.3 ริกเตอร์ ทำให้สาธารณรัฐเฮติ ประเทศเล็กๆ บนเกาะฮิสปันโยลา ในทะเลแคริบเบียน มีคนตายพร้อมกันนับแสน และเป็นครั้งสุดท้ายที่ยืนยันว่า โลกที่เกิดจากหมอกควันใบนี้กำลังเข้าสู่ภาวะโลกสลายเข้าไปทุกที

โลกเกิดจากกลุ่มหมอกควัน สภาพของโลกที่จะสิ้นสลายไปจึงจะคล้ายกลุ่มหมอกควัน ที่พราวพุ่งขึ้นมา ระเบิดออกเป็นชั้นๆ ดุจพรายน้ำที่ค่อยๆจางไปเมื่อเรือจมลง เช่นที่เกิดขึ้นใจกลางนครเฮติ เมื่อต้นสัปดาห์นี้

วันนี้ 5 ปีก่อน สึนามิถล่มชายฝั่งตั้งแต่อาเจ๊ะห์ อินโดนีเซีย ถึงอันดามัน กวาดเก็บชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล

ถัดจากนั้นไม่นานไซโคลนนาร์กิส ก็พัดถล่มนำหายนะครั้งใหญ่มาสู่คนพม่า ตามด้วยแผ่นดินไหวจนคนเมืองอิงลิ้ว ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ตายเกือบยกเมือง ปรากฎการณ์เหล่านี้อาจได้รับการสันนิษฐานในเชิงวิชาการต่างๆนานา ทั้งภาวะโลกร้อน ธรรมชาติที่เสียสมดุลเพราะน้ำมือมนุษย์ หากแต่ในมุมความเชื่อและศรัทธาของมนุษย์ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจใฝ่รู้เช่นกัน

ในทางวิทยาศาสตร์ เคยมีความเชื่อเรื่องวันโลกแตก หรือวันสิ้นโลก จนมีผู้นำไปสร้างภาพยนตร์หลายเวอร์ชั่น ทั้งน้ำท่วมโลก โลกแตกเป็นเสี่ยงจากดาวหางที่พุ่งเข้าชน สุดแท้แต่จะจินตนาการกันไป แต่แน่นอนที่สุด ก็คือ วันหนึ่งโลกนี้จะต้องแตกสลายลง เหมือนดาวดวงอื่นๆ นับหมื่น นับแสนดวงที่แตกกระจายกลายเป็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศก่อนหน้านี้ นานนับอสงไขย

สึนามิ พายุไซโคลนนาร์กิส ซึ่งเพี้ยนชื่อมาจากผู้เฝ้าประตูนรกในความเชื่อของอิสลาม แผ่นดินไหวในจีน แผ่นดินไหวในเฮติ และจากนี้ภัยธรรมชาติในหลายรูปแบบก็จะมาเยือนโลกมนุษย์อย่างไม่ขาดสาย นี่เป็นเหตุการณ์ปกติของพลโลกในยุคโลกร้อนหรือ ?

หาไม่ !

"เมื่อดวงอาทิตย์ดับแสงลง เมื่อดวงดาวทั้งหลายตกลงสู่พื้น เมื่อภูเขาทั้งหลายถูกทำให้เคลื่อนไหวไป เมื่ออูฐตัวเมียถูกทอดทิ้ง เมื่อสัตว์ร้ายถูกนำมารวมกัน เมื่อท้องทะเลลุกโชติช่วง เมื่อวิญญาณถูกนำมาใส่ไว้ในเรือนร่าง เมื่อเด็กหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็นได้ถูกถาม ด้วยความผิดอันใดเล่าที่เธอถูกฆ่า เมื่อบันทึกถูกกางออก เมื่อท้องฟ้าถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อไฟนรกลุกโชติช่วง เมื่อสวรรค์ถูกนำมาให้อยู่ใกล้ ทุกชีวิตได้รู้...."

ความตอนหนึ่งในอัล-กุรอาน วรรคอัตตักวีร อาจอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกชั่วโมงนี้ได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ก็ตาม

ภัยพิบัติ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะในโลกใบนี้ นี่คือสัญญาณแห่งวันสิ้นโลก !!

หรือจะเอ่ยคำว่ารักในวันวาเลนไทน์

ดอกกุหลาบ เหยื่อแห่งการอุปโลกวาเลนไทน์
คอลัม:
อิบนุอาลีอัลนัดวีย์

อีกไม่ กี่อึดใจแล้วสินะก็จะถึงวันแห่งความรัก วันที่ชายหญิงหนุ่มสาวสมัยใหม่ ต่างแสดงออกซึ่งสิ่งที่ทุกคนเรียกมันว่า “ความรัก” บ้างแสดงออกด้วยกับคำพุดเชยๆประโยคเดิมๆที่พูดกันติดปาก ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาใช้กันพร้อมดอกไม้ช่องาม แล้วยื่นให้แล้วพูดคำว่า “ฉันรักเธอนะ” หรืออาจจะออกแนวน่ารักใสๆ คิกขุอาโนเนะ “รักนะเด็กโง่” หรือจะออกแนวอินเทรนด์โดนใจวัยรุ่นสไตล์เกาหลีๆอย่าง “ซารังแฮโย” หรือจะอะไรก็แล้วแต่ที่เหล่าวัยรุ่นยุคใหม่จะสรรหามาเติมแต่งสิ่งที่ตัวเอง เรียกมันว่า “ความรัก”

เพื่อจะแสดงออกให้กับเพศตรงข้ามซึ่งเป็นคู่รักของตนได้ชื่นชมกับความรัก และในที่สุดก็จบลงด้วยกับการร่วมหลับนอนได้เสียกัน ...

นี่นะหรือ? คำว่ารักที่สังคมเขาต่างเชิดชูยกย่องเป็นที่นิยมกัน ประดับประดาด้วยคำพูดที่สวยหรูว่ามันคือวันแห่งความรัก คือวันแห่งการมอบความรักให้แก่กันและกัน แต่สำหรับพวกเราหนุ่มสาวอิสลามมิได้มองสิ่งนั้นเป็นความรักเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่ามันคือตัณหาราคะที่อยู่ในนิยามของคำว่า “รัก” ต่างหาก ! ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าที่ชาญฉลาดที่คอยล่อเหยื่อมาให้ติดกับดักที่วางไว้ เมื่อเหยื่อเผลอหลงมาติดกับดัก หมาป่าตัวนั้นก็กระโดดเข้าตะครุบ แล้วก็ฉีกร่างของเหยื่อกินอย่างหิวโหย พอกินอิ่มหนำสำราญ ก็เหลือเพียงแต่ซากกระดูกที่กองไว้บนลานดินโดยที่มันมิได้หันมาเหลียวแลอีก เลย ...... นี่นะหรือ? คือสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่าความ “รัก” เปล่าเลย! ความรักของหนุ่มสาวในอิสลามมีค่ามากกว่านั้น คือความรักแห่งการให้เกียรติ ปกป้อง ดูแล ให้ความสุข ความรัก ความเมตตาอาทรซึ่งกันและกัน “และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ” (อัรรูม:21) เป็นเสมือนดั่งหนามของดอกกุหลาบ ที่คอยระวังป้องกันมิให้ใครต่อใครมาหยิบมาจับได้ง่ายๆ ดั่งมีคำกล่าวคำนึงของนักกวีชาวแคชเมียร์ ซึ่งมีนามว่า มุฮัมหมัดอิกบาล ได้กล่าวว่า “หากว่าหนาม (ของดอกกุหลาบ) กลายเป็นไหมอันอ่อนนุ่มละไมแล้วไซร้ ดอกกุหลาบคงกลายเป็นดอกที่ไม่ปลอดภัยและไม่ยืนยงอย่างแน่นอน” และทั้งหมดนี่แหละ คือสิ่งที่เรียกว่าความ “รัก” ในอิสลาม และทั้งหมดนี่จะเกิดขึ้นไม่ได้นอกเสียจากว่าภายหลังสิ้นสุดเสียงแห่งการนิกา ห์ “บาเราะกัลลอฮฺละกะ วะบาเราะกาอะลัยกะ วะญะมะอาบัยนะกุมาฟีลค็อยริ” (รายงานโดยอบูฮุรัยเราะฮ์ บันทึกโดย อะหฺหมัด ติรมีซีย์ และ อิบนุคุซัยมะฮ์ ) ... และสิ้นสุดคำกล่าวอวยพรนี้แหละ ความรักของหนุ่มสาวอิสลามก็ได้เริ่มขึ้น !!!!

(◕‿◕✿)เหล้าปั่น(น้ำเมาอินเทรน)(◕‿◕✿)

"~~เหล้าปั่น (น้ำเมาอินเทรน) ~~"

สังคมทุกวันนี้ ยิ่งมีความเจริญมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสื่อมเสียในสังคมก็มีขึ้นมากเท่านั้น หากแต่ในอดีตรุ่นปู่รุ่นย่า เรื่องของยาเสพติดสิ่งมึนเมา และการพนันแม้จะมีอยู่บ้างตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบันนี้ ย่อมต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะล่าสุด ที่ได้เห็นได้รับรู้กันตามสื่อหนังสือพิมพ์หรือทางทีวี หรือไม่กระทั่งตามสื่ออินเตอร์เน็ท ได้มีการระบาดอย่างนักถึงการที่วัยรุ่นหันมานิยมดื่มเหล้ากันมากขึ้น โดยที่พ่อค้าหัวใสไร้จรรยาบรรณได้หันมาใช้วิธีกอบโกยเงินจากวัยรุ่นโดยใช้เหล้าปั่น ที่กำลัง อินเทรนในหมู่วัยรุ่น จนทั่งสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าวัยรุ่นไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุดในโลกเป็นอันดับห้าของโลก ซึ่งการระบาดของมันได้กระจายไปอยู่ตามหน้าโรงเรียนหรือหน้ามหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งตามตลาดที่เดินจับจ่ายซื้อของในเวลากลางคืน สิ่งต่างๆเหล่านี้บ่งชี้ชัดถึงความเสื่อมโทรมของสังคมในบ้านเรา แต่กระนั้นก็ตามหากสังคมมุสลิมเราได้นำอิสลามมาใช้ในวิถีชีวิตก็จะไม่พบปัญหาต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งในเรื่องนี้อัลกรุอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว อัลลอฮฺตะอาลากล่าวว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ที่จริงสุราและการพนันและแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัน และการเสี่ยงติ้ว นั้น เป็นสิ่งโสมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ” “ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงเพื่อต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนันเท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการละหมาด และพวกเจ้าจะยุติไหม” (อายะฮ์ 90- 91, อัล-มาอิดะฮ์)

ใน องค์การของอัลลอฮ์สองอายะฮ์ข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของอิส ลามที่มีต่อสิ่งเสพติดโดยเฉพาะเหล้าและการพนันไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนหรือ จะมีชื่อเก๋ไก๋อินเทรนถูกใจวัยรุ่นยุคใหม่ สักขนาดไหนก็ตามที ซึ่งในมุมมองของอิสลามแล้วเป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างชัดเจน และหากเราพิจารณาถึงสองอายะฮ์ดังกล่าว เราก็จะรับรู้ได้เลยว่า อัลลอฮุตะอาลาห้ามในเรื่องของเหล้าไปพร้อมๆกับการเสี่ยงติ้วเสี่ยงทาย และแท่นหินสำหรับบูชายัน ซึ่งผู้คนในสมัยญะฮีลิยะฮ์ได้ใช้มันเพื่อเป็นการภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ ซึ่งในเรื่องนี่มีหะดิษหนึ่ง ได้กล่าว่า “ผู้ที่ดื่มเหล้าหากเขาเสียชีวิต การตายของเขาเฉกเช่นผู้ที่บูชาเจว็ด” (บันทึกโดยอีหม่าม อะฮฺหมัด ลำดับที่ 677’ หะดิษศอเฮี๊ยะ เชคอัลบานีย์) ... อีกทั้งยังไม่พออัลกรุอานยังเรียกโดยใช้คำว่า “สิ่งโสมม” ซึ่งคำนี้อัลกรุอานมิได้ใช้คำใดนอกจากจะใช้เรียกชัยฎอนและหมูว่ามันเป็นสิ่งโสมม ซึ่งยังไม่พอแค่นี้อัลกรุอานยังใช้คำว่า “การงานของชัยฎอน” ซึ่งเป็นการงานที่ชั่วช้าและนำพาไปสู่ความหายนะในวันกิยามัตทั้งสิ้น ตลอดจนท้ายสุดอัลกุรอานได้สั่งให้ออกห่างจากสิ่งดังกล่าว ซึ่งการที่เราออกห่างจากสิ่งดังกล่าวมันคือสาเหตุแห่งชัยชนะและความสำเร็จ

และในสองอายะฮ์ดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานชี้ชัดอย่างชัดเจนต่อจุดยืนและมุมมองของอิสลามในการห้ามสิ่งเสพติดมึนเมาทุกชนิด โดยเฉพาะเหล้าปั่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่วัยรุ่นยุคใหม่ โดยที่ในท้ายอายะฮ์พระองค์อัลลอฮฺได้กล่าว่า “แล้วพวกเจ้าหล่ะ จะยุติไหม? แล้วเราหล่ะในเมื่ออัลลอฮฺได้ถามเราเช่นนี้ เราในฐานะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ จะเลิกพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ หรือยังจะคงดึงดันปฎิบัติตามแบบอย่างของคนที่ไม่ใช่มุสลิม หรือไม่เช่นนั้นแล้วก็จงเตรียมตัวตอบคำถามกับอัลลอฮฺในวันกิยามะฮ์ว่าตอนอยู่บนโลกดุนยา ได้ตอบรับปฎิบัติตามคำกล่าวของอัลลอฮฺตะอาลาในเรื่องนี้หรือเปล่า ……..

กระเทยแปรงเพศ ของปากีสถานวิกฤตแม้ว่าไม่ใช่ กระเทยที่สวยที่สุดในโลก พวกเค้ากำลังลำบาก

เมื่อวันพุธ (23/12) ศาลสูงของปากีสถานได้ออกคำสั่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินขั้นตอนในการระบุสถานภาพของบรรดาชายแปลงเพศให้ถูกต้อง ทั้งนี้นักกฎหมายกล่าวว่าเพื่อเป็นการรักษาสิทธิของคนกลุ่มนี้

งานเข้าบรรดา กระเทยสวยๆ กระเทยแปลงเพศ ของปากีสถาน
กลุ่มกะเทยชาวปากี หรือที่เรียกกันว่า Hijra

โดย บุคคลกลุ่มนี้ทั้งที่เป็นกระเทยแท้ และกระเทยโดยการแปลงเพศ มีคำศัพท์เรียกขานกันว่า “hijra” และไม่ค่อยได้รับการยอมรับในสังคมปากีสถาน จึงต้องอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในสลัม และหาเลี้ยงชีวิตด้วยการขอทาน หรือรับจ้างเต้นระบำตามงานต่างๆ และหลายคนมีอาชีพขายบริการทางเพศ

ผู้ พิพากษาอิฟติก้าร์ เชาดรีย์ ได้ออกคำสั่งให้รัฐบาลจัดหาบัตรประจำตัวพิเศษที่ระบุเพศที่ชัดแจน และจัดการดูแลไม่ให้คนกลุ่มนี้ถูกทารุณละเมิด โดยทนายความของกลุ่ม มุฮัมมัด อัสลัม คากี กล่าวว่า ศาลได้แนะนำให้ให้มีการจัดตั้งหน่วยพิเศษในฝ่ายทะเบียน สำหรับดูแลคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ อัลมาส บ๊อบบี้ ผู้นำกลุ่ม hijra กล่าวว่า นับเป็นนิมิตหมายอันดีหลังจากรอมาเป็นเวลา 62 ปี ที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม ว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ

ใน ประเทศปากีสถาน คนกลุ่มนี้มักไม่ได้รับการต้อนรับให้เข้าเรียนในโรงเรียนร่วมกับคนอื่น หรือแม้แต่จะเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือไปเช่าบ้าน และซื้อที่ดิน รวมทั้งครอบครัวก็มักจะปฏิเสธสิทธิในการรับมรดก ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร นอกจากนั้น ยังมีความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลว่า คนกลุ่มนี้มีความสามารถในการสาปแช่งคนที่ไม่พอใจ และมีความคิดว่าพวกกะเทยเป็นมนุษย์ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง

เมื่อ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสั่งให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรกระเทย ซึ่งมีตัวเลขที่ไม่ยืนยันว่ามีอยู่ประมาณ 300,000 คน - muslimthai.com

รักร่วมเพศ ร่วมเพศไม่แต่ง อาเจะเอาจริง กางเกงยีน รัดรูป กางเกงขาสั้นผู้ชาย มีโทษเจ็บปวด

บันดาอาเจะ, อินโดนีเซีย – ตำรวจศาสนาในเขตปกครองตนเองอาเจะ เริ่มเข้มงวดกับการแต่งกายของสตรีมากขึ้น โดยผู้หญิงหลายคนถูกเรียกตักเตือน เพราะสวมกางเกงยีน หรือเสื้อที่เข้ารูปเกินไป รวมทั้งผู้ชายที่สวมกางเกงขาสั้น

ฮาลี มาร์ซูกี ผู้บังคับการตำรวจชาริอะฮฺ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักชาริอะฮฺ ซึ่งฝ่ายปกครองอาเจะได้ประกาศใช้ ผู้หญิงจะต้องปกปิดร่างกายให้เห็นได้แค่ใบหน้า และฝ่ามือ

อาเจ๊ะซึ่งอยู่ปลายสุดของเกาะสุมาตรา ห่างจากจาการ์ต้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) เป็นหนึ่งในเขตที่ปกครองด้วยความเคร่งครัดในศาสนา มากกว่าในอีกหลายเขตของอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนมากประชาชนเป็นกลุ่มมุสลิมสายกลาง

กองตำรวจชาริอะฮฺของอาเจ๊ะมีเจ้าหน้าที่กว่า 1,500 คน เป็นผู้หญิง 60 คน ซึ่งประชาชนไม่รู้สึกกังวลกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากนัก เพราะไม่มีการพกอาวุธ และแสดงความเป็นมิตรโดยเพียงแต่ตักเตือนในสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง

ร่วมเพศ

อิสกันเดอร์ หัวหน้าตำรวจชาริอะฮฺของอาเจะอธิบายว่า การลงโทษไม่ใช่เป้าหมาย แต่ต้องชี้แจงถึงความผิด และอธิบายให้เข้าใจ เขามีอำนาจในการสั่งโบยผู้กระทำผิด แต่พบว่าไม่จำเป็นต้องสั่งโบยผู้คน และนับตั้งแต่ขึ้นสู่ตำแหน่ง 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้ถูกสั่งโบยไม่ถึง 12 คน ส่วนมากที่โดนลงโทษเป็นเพราะดื่มสุรา เล่นการพนัน และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้แต่งงาน

เท่าที่ผ่านมาตำรวจชาริอะฮฺได้รับความร่วมมือจากประชาชน โดยบางครั้งได้รับแจ้งให้ไปจับผู้ที่กระทำผิด หน้าที่ของตำรวจชาริอะฮฺคือการตระเวนในพื้นที่บ่อยๆ ซึ่งจะทำให้ประชาชนระมัดระวังตัวไม่ทำผิด โดยเฉพาะหนุ่ม-สาวที่ควงกัน หรืออยู่ในสถานที่ไม่เหมาะสมโดยยังไม่ได้แต่งงานถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ยังไม่แน่ว่าสถานการณ์ที่ผ่อนคลายนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากกฎหมายที่ลงโทษผู้คบชู้ด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน และเพศที่ 3 ต้องถูกลงโทษโบย ผ่านการอนุมัติออกมาบังคับใช้ โดยทางฝ่ายกฎหมายของอาเจะเสนอเข้าไปเมื่อวันที่ 14 กันยายน และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาในรัฐสภาของรัฐบาลใหม่

สมาชิกสภานิติบัญญัติในจาการ์ต้าจำนวนมาก แสดงความไม่เห็นด้วยกับการลงโทษเช่นนี้ คัยรานี อาริฟีน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีในอาเจะกล่าวว่า ต้องใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาอย่างมาก ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญกับการกดดันในเรื่องความรุนแรง และหากกฎหมายผ่านนี้ออกมาบังคับใช้ ไม่แน่ว่าอาเจะอาจจะมีสภาพเหมือนปากีสถานสักวันหนึ่งในอนาคต- www.muslimthai.com

นางงามอินโดนีเซียฉาวโฉ่อีกครั้ง

กองประกวดมิสเวิลด์ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่นครโยฮันเนสเบิร์กในประเทศแอฟริกาใต้ เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกัน ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะที่มีความตื่นเต้นของสาวๆ ที่เป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ เนื่องจากการมาถึงของอดีตมิสเวิลด์ประจำปีที่ผ่านมา และแขกรับเชิญที่มีชื่อเสียงหลายคน เรื่องที่ทำให้เกิดความแปดเปื้อน ในชื่อเสียงของผู้เข้าประกวดจากประเทศอินโดนีเซียก็ปรากฏขึ้นพร้อมๆ กัน

โดยหนังสือพิมพ์ เดอะ เมล์ และการ์เดี้ยน รายงานว่า คา เรนิน่า ซันนี่ ฮาลิม นางงามจากประเทศอินโดนีเซีย เคยมีการเกี่ยวพันกับองค์กรแฟมิลี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นกลุ่มของโบสถ์คริสต์ที่เคยมีข่าวพัวพันกับการทำร้ายเด็ก และการล่าวงละเมิดทางเพศ

ทางบริษัทที่จัดการประกวดกล่าวว่า ได้ติดต่อทนายความในแอฟริกาใต้ ให้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องบริษัท และผู้เข้าประกวดอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นการทำให้ชื่อเสียงของนางงามต้องเสียหาย โดยไม่มีข้อพิสูจน์ที่มีเหตุผล

ขณะนี้ทางบริษัทฯ กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะให้ลบข้อความออกจากเว็ปไซต์ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ประสบผล
จู เลีย มอร์ลี่ เจ้าของบริษัทจัดประกวดกล่าวว่า ส่วนหนึ่งในการพิจารณารับสมัครผู้เข้าประกวดในระดับประเทศ คือการพิจารณาว่าผู้สมัครมีประวัติในการร่วมกิจกรรมการกุศล หรือร่วมงานอาสาสมัครต่างๆ หรือไม่

ประเทศที่มีนางงามชนะการประกวดมิสเวิลด์มากที่สุด คือ เวเนซุเอลา และอินเดีย โดยทั้ง 2 ประเทศมีมิสเวิลด์ประเทศละ 5 คน
เมือง โฮฮันเนสเบิร์กทุ่มทุนจัดงานประกวดฟุ่มเฟือยนี้ถึง 12 ล้านตอลล่าร์ และถูกก่นด่าจากประชาชนทั่วไป เนื่องจากเห็นว่า สภาเมืองน่าจะนำเงินไปทำประโยชน์อย่างอื่น เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนจนในท้องถิ่นมากกว่า - www.muslimthai.com